คงจะจำคดี นายเสริม สาครราษฎร์ ฆาตกรฆ่าหั่นศพกันได้นะคะ เรื่องเกิดเมื่อ 10 ปีก่อนและศาลชั้นต้นได้พิพากษาประหารชีวิต และลดโทษให้ 1 ใน 3 จำคุกจำเลยตลอดชีวิต แต่โจทก์ได้ร่วมกันยื่นฎีกาขอให้ศาลพิพากษาลงโทษโดยไม่ให้ลดโทษให้ ส่วนจำเลยได้ยื่นฎีกา 3 ข้อคือ ไม่ได้ฆ่าผู้ตายทรมานหรือทารุณกรรมโหดร้าย, ฆ่าผู้ตายเพราะบันดาลโทสะ, ถูกผู้ตายข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรง
ในคดีนี้ นายเสริมขอลดโทษโดยอ้างเหตุว่า ตนฆ่าแฟนเพราะความรักที่ตนมีจนไม่อาจหักห้ามใจให้แฟนไปมีคนใหม่ได้ จึงขอความปราณีจากศาลให้เห็นแก่ความรักของตน
ศาลฎีกาได้ให้เหตุผลไว้อย่างงดงาม ถึงความรักที่นายเสริมอ้างว่ามีต่อแฟนของตน
ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยควรได้รับโทษประหารชีวิต ศาลล่างทั้งสองไม่ควรลดโทษให้จำเลยเพราะคดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษนั้น ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เพราะจำเลยกับผู้ตายมีความสัมพันธ์ฉันคนรัก แต่ผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลยไปมีรักกับผู้ชายคนใหม่ จำเลยจึงบันดาลโทสะฆ่าผู้ตายนั้น เห็นว่า
ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้
ความรักที่แท้จริงคือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรักความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข
การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิดและการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก
จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง
เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียว
มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่
ทั้งเป็นความเห็นผิดที่ เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง
ดังนี้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกาก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต
ขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาอ่าน Blog นี้นะคะ ที่จริงเป็นคำพิพากษาตั้งแต่ 24 ตุลาคม 2546 แล้วค่ะ x-file เลยขอเอาข่าวฉบับเต็มๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ และอีกมุมหนึ่งของชีวิตของนายเสริม สาครราษฎร์มาให้อ่านกันนะคะ
ขอบคุณข้อความจากทีมข่าวอาชญากรรม"ผู้จัดการ" และ pantip.com 8
ข้อความ : ปิดฉากมือชำแหละ "เสริม สาครราษฎร์ " จำคุกตลอดชีวิต
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์
เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นำตัวนายเสริม สาครราษฎร์ ผู้ต้องหาที่ก่อคดีฆ่าชำแหละศพ น.ส.เจนจิรา พลอยองุ่นศรี แฟนสาว กลับออกศาลอาญารัชดา หลังจากฟังคำพิพากษาศาลฎีกา สั่งลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต “เสริม สาครราษฎร์” คดีฆ่าหั่นศพแฟนสาว “เจนจิรา” ยืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ซึ่งคดียืดมา 5 ปีเต็ม โดยมีสื่อมวลชนหลายแขนงให้ความสนใจเสนอข่าวจำนวนมาก
เมื่อเวลา 10.00 น. วานนี้ (24 ต.ค.) ที่ศาลอาญา ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาฎีกา คดีฆ่าชำแหละศพที่พนักงานอัยการกองคดีอาญา 3 เป็นโจทก์และนางสุดา ปรัชญาศักดิ์ มารดา น.ส.เจนจิรา หรือปุ๋ย พลอยองุ่นศรี นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 5 มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ตาย เป็นโจทก์ร่วมยื่นฟ้องนายเสริม สาครราษฎร์ อายุ 27 ปี อดีตนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ วชิระพยาบาล เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยความทรมานและทารุณโหดร้าย ซ่อนเร้นหรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย พ.ร.บ.อาวุธปืน และลักทรัพย์ผู้อื่น
ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2542 ระบุ ความผิดของจำเลยสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 - 28 มกราคม 2541 จำเลยได้กระทำผิดกฎ***ยหลายบทหลายกรรมต่างกัน ด้วยการใช้อาวุธปืนขนาด .38 ***ยเลขทะเบียน รย.177 ยิง น.ส.เจนจิรา กระสุนเข้าที่ขมับซ้าย 1 นัด จนถึงแก่ความตาย แล้วใช้มีดเฉือนชำแหละอวัยวะต่าง ๆ ออกเป็นชิ้น จากนั้นจำเลยได้แยกศีรษะ แขน ขา และกระดูกส่วนต่าง ๆ ไปทิ้งในแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนชิ้นเนื้อ อวัยวะภายในและหนังศีรษะ นำไปทิ้งในโถส้วมในห้องพัก เพื่อปิดบังการตาย
นอกจากนี้ จำเลยยังลักเอาทรัพย์สินต่าง ๆ ของผู้ตายหลายรายการ อาทิ เงินสด นาฬิกา สร้อยคอทองคำ วิทยุติดตามตัว เครื่องเล่นแผ่นซีดี และอื่น ๆ รวมมูลค่า 34,450 บาท เหตุเกิดที่ พี.เอส.เฮ้าส์ ถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. ตำบลลาดขวาง อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และตำบลบางประสร้อย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เกี่ยวเนื่องกัน กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนและสามารถติดตามจับกุมตัวจำเลยมาดำเนินคดีได้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2541 พร้อมของกลาง อาวุธปืนและอื่น ๆ ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดและให้ชดใช้เงินจำนวน 34,450 บาทแก่ทายาทผู้ตายด้วย
คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาประหารชีวิตจำเลย แต่ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยไว้ตลอดชีวิตนางสุดา โจทก์ร่วมยื่นฎีกาขอให้ศาลพิพากษาลงโทษโดยไม่ลดโทษให้ ส่วนนายเสริม จำเลยยื่นฎีกา 3 ข้อ คือ ไม่ได้ฆ่าผู้ตายทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย ฆ่าผู้ตายเพราะเหตุบันดาลโทสะ และถูกผู้ตายข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรง
ศาลฎีกาโดยองค์คณะ คือ นายกำธร โพธิ์วัฒนากุล นายสุชาติ บุญศิริพันธ์ และนายกิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันโดยละเอียดรอบคอบแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมสามารถยื่นฎีกาหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ร่วมยื่นฎีกามา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับฎีกาจำเลยที่อ้างว่าไม่ได้ฆ่าผู้ตายโดยทรมาน หรือกระทำทารุณโหดร้ายนั้นเห็นว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายที่ศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญแสดงให้เห็นว่า มีเจตนาฆ่าผู้ตายให้ตายทันทีแล้วใช้มีดชำแหละศพเป็นชิ้นบางส่วนนำไปทิ้งในชักโครก บางส่วนนำไปทิ้งแม่น้ำบางปะกง เชื่อว่ามีเจตนาทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย มิใช่ให้ผู้ตายได้รับทรมาน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
ฎีกาจำเลยข้อต่อมาอ้างว่า ฆ่าผู้ตายเพราะบันดาลโทสะ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมีอาวุธมีดและปืนไว้ในห้องพัก ซึ่งไม่อาจฟังเป็นอย่างอื่นนอกเสียจากเป็นการตระเตรียมการไว้สำหรับฆ่าผู้ตาย ทั้งยังนำทรัพย์สินและของใช้ผู้ตายไปเก็บซ่อนไว้ด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ ฟังไม่ขึ้น และฎีกาข้อสุดท้ายที่จำเลยอ้างว่า ถูกข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม เพราะจำเลยกับผู้ตายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว แต่ผู้ตายกำลังมีคนรักใหม่นั้นเห็นว่า ความรักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากใจ ไม่อาจบังคับได้ ความรักที่แท้จริง คือ ความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรัก มีความยินดีที่คนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิด และการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก แต่จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังก็ฆ่าผู้ตาย ซึ่งเป็นความคิดและกระทำที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้โดยฝ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่ และยังเป็นความผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง แม้จะฟังจากข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกา ก็มิได้ถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุจะลดโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎ***ยไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษประหารชีวิตและลดโทษให้คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า การฟังคำพิพากษาฎีกาวันนี้มีสื่อมวลชนหลายแขนงต่างให้ความสนใจเดินทางมาฟังและเสนอข่าวจำนวนมาก แต่ไม่มีญาติของทั้งสองฝ่ายมาร่วมฟังคำพิพากษา ภายหลังฟังคำพิพากษาฎีกาให้จำคุกตลอดชีวิตแล้ว นายเสริม ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย และพูดคุยกับเพื่อนนักโทษบ้าง กระทั่งเวลา 13.15 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวนายเสริม กลับไปควบคุมที่เรือนจำบางขวางต่อไป
อีกข้อความหนึ่งที่คัดลอกมาจาก pantip.com ค่ะอีกมุมหนึ่งของเสริมม สาคราษฎร์
ข้อความ : ผมต้องการเล่าเรื่องบางเรื่องให้ฟัง...
(มิใช่เพื่อแก้ตัว หรือขอความเห็นใจใด ๆ แค่อยากให้คุณมี "มุมมองอีกมุมหนึ่ง" เกี่ยวกับผู้ชายคนที่ชื่อ เสริม สาครราษฎร์ เท่านั้น) เรื่องมีอยู่ว่า ...
ผมเป็นอีกคนที่รู้จักกับคุณแม่ของ "เสริม สาครราฎร์"
ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวที่ถือว่ามีฐานะดี เงินอาจจะไม่มีมากมายอะไร แต่รวยที่ดิน...
ผมเห็นเขามาตั้งแต่เด็ก ชีวิตของเขาน่าสงสาร
เขาเป็นเด็กที่เก็บกดมาก ๆ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา และบางครั้งเขาเงีบยจนดูน่ากลัว
(เป็นความเห็นส่วนตัวนะ เพราะเขาเงียบ แต่ดูท่าทางคิดอะไรอยู่ตลอด) เหตุก็เนื่องมาจาก...
พ่อของเขาเป็นคนที่เข้มงวด และเผด็จการมาก
บังคับลูกทุกอย่าง แม้แต่แม่ของเขาก็ไม่สามารถมีปากมีเสียงได้
ไม่ว่ามีเรื่องอะไร เขาจะเล่าให้แม่เขาฟัง ทำให้เขาสนิทกับแม่ และแม่ของเขาก็โอ๋เขามากเช่นกัน (เป็นเพราะสงสารลูกที่ถูกพ่อบังคับ และตีมาตลอด)
เขาเป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก เพราะพอเรียนจากโรงเรียนเสร็จมาก็จะต้องไปเรียนกวดวิชาต่อ จนค่ำมืดดึกดื่น (เป็นแบบนี้ทุกวัน)
ตั้งแต่เรียนหนังสือมา เขาเรียนได้ที่ 1 มาตลอด รางวัลเรียนดีอะไรต่ออะไรเต็มบ้านไปหมด แต่ดูเป็นคนไม่มีสังคม ไม่มีเพื่อน เพราะแม่ของเขาบ่นให้ผมฟังว่า... เขาไม่เคยพูดถึงเพื่อนเขาให้ฟังเลย
ครั้นพอเขาเรียนจบมัธยม (เขาเรียนจบเร็วมาก เพราะเขาสอบเทียบหลายปี) เขาอยากเรียนวิศวะ แต่พ่อต้องการให้เรียนหมอ เขาก็ไม่เคยเถียงหรือพูดอะไร
แต่พอถึงตอนเอ็นท์ฯ เขาก็ "ขัดใจ" พ่อ โดยการใส่ชื่อคณะวิศวะ ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง "อันดับเดียว" (ในสมัยนั้นเขาให้เลือกได้ 4 อันดับ)
ผลออกมาก็คือ เขาติดคณะวิศวะสมใจเขา แต่พ่อเขาโกธรมาก และก็ไม่ยอมให้ไปเรียน บอกว่าให้รอปีหน้าแล้วเอ็นท์ฯใหม่ ระหว่างนั้นก็ทั้งด่า ตี ต่าง ๆ นานา
พอแม่เข้ามาช่วย แม่ก็พลอยโดนลูกหลงเข้าไปด้วย
(คุณเชื่อไหมว่า... พ่อของเขาทั้งด่า และตีเขา "ทุกวัน" ...ทุกวันนะคุณ ตอนแม่เขาเล่าให้ผมฟัง ผมยังตกใจเลย)
สุดท้าย... แม่เขาสงสารลูก ทนไม่ไหว จึงแอบส่งลูกไปเรียนมหาวิทยาลัยที่สอบติด และแอบส่งเงินให้ทุกเดือน
ส่วนพอเข้าใจว่า ลูกหนีออกจากบ้าน ทำให้ประกาศลั่นตัดพ่อตัดลูก
เสริมเรียนเก่งมาก เพราะเขาสามารถจบวิศวะโดยใช้เวลาแค่ 2 ปีครึ่งเท่านั้น !!! (เรื่องจริงนะ)
พอเขาเรียนจบเขาก็กลับบ้านมาด้วยความภูมิใจ หวังจะให้แม่ภูมิใจ และจะกลับมาดูพ่อด้วยว่า พ่อใกล้ตายหรือยัง? (คำนี้.. ผมได้ยินจากปากเขาเลยนะ)
เพราะระหว่างที่เรียนอยู่ แม่เขาจะส่งข่าวมาตลอดว่าพ่อป่วยหนักเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย (เพิ่งตรวจพบ) ซึ่งจริง ๆ แล้วเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่ เพราะเขา "เกลียด" พ่อ (คงต้องใช้คำนี้นะ เพราะแม่เขาเล่าให้ฟังแบบนี้)
พอกลับมาที่บ้าน นอกจากพ่อจะไม่ภูมิใจแล้ว พ่อยังด่าทอต่อว่าต่าง ๆ นานา (แต่ไม่มีปัญญาจะลุกขึ้นมาตีลูกอีกเพราะป่วยหนัก)
แม่ของเขาเล่าให้เขาฟังว่า... พ่อบ่นและเพ้อออกมาตอนป่วยว่า อยากให้เขาเรียนหมอ อยากให้เขาเป็นหมอ
แม่เขาจึง "ขอร้อง" ให้เขาเรียนหมอ โดยให้ถือซะว่าทำเพื่อแม่ (ไม่ต้องคิดว่าทำเพื่อพ่อ เพราะเขาเกลียดพ่อ คงไม่ทำเพื่อพ่ออยู่แล้ว)
แม่ของเขาขอร้องให้เขาเรียนหมออีกครั้งอยู่นาน
(เพราะต้องการจะทำความหวังของสามีให้เป็นจริงก่อนที่สามีจะตาย)
แม่ของเขาถึงขนาด ร้องหม่ร้องไห้ทุกวัน ไม่กินข้าวกินปลา จนเขาทนไม่ไหว ด้วยความที่รักแม่ จึงรับปากว่า เขาจะเอ็นท์ฯ และเรียนหมออีกครั้ง "เพื่อแม่"...
(ขณะที่เขาเรียนจบวิศวะมา เขาอายุไม่มากเลย เพราะทั้งสอบเทียบ และเรียนจบมาเร็ว)
โดยเลือก คณะแพทย์ศาสตร์อันดับเดียวเหมือนเดิม
ผลออกมาก็คือ เอ็นท์ฯติดตามระเบียบ แต่พ่อของเขาไม่สามารถที่จะอยู่เพื่อเห็น "ความสำเร็จ และสิ่งที่บังคับ" อยากให้ลูกเป็นมาตลอดได้ เพราะหลังจากที่เขาเข้าเรียนได้ไม่กี่เดือน "พ่อเขาก็เสียชีวิต"...
เหตุการณ์หลังจากนั้น คงไม่ต้องให้ผมเล่า เพราะมันก็เป็นเหมือนอย่างที่ทุกคนเห็น ๆ กันอยู่...
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ จะโทษใครดี
- โทษตัวเขา ที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ
- โทษพ่อเขา ที่กดดัน เข้มงวด ดุด่า และตีเขามาตลอด จนกลายเป็นคนเก็บกด
- โทษแม่เขา ที่สงสารลูก ตามใจลูก เนื่องมาจากสงสารลูกที่ถูกพ่อตี และบังคับทุกอย่าง
*** ที่ผมตัดสินเล่าเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ก็เนื่องมาจาก... อยากให้ทุกคนที่ได้อ่านข้อความนี้ ได้มีมุมมองอีกมุมนึง สำหรับผู้ชายที่ชื่อ เสริม สาครราฎร์
*** ไม่ได้หวังที่จะเล่าเพื่อขอความเห็นใจ หรือแก้ตัวให้เขาแต่อย่างใด เพราะเมื่อเขาทำผิด เขาก็ต้องได้รับโทษ เพียงแต่ต้องการเสนอมุมมองต่างมุมที่บางคน (ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่นะ) ไม่ทราบ ได้รับรู้ว่า "เด็กคนนี้ เป็นเด็กที่น่าสงสารมาตั้งแต่เด็กแล้ว" เท่านั้นเอง...
(ลืมบอกไปว่า เรื่องทั้งหมดนี้ บางอย่างผมก็เห็นเอง บางอย่างแม่ของเขาเล่าให้ผมฟังเอง เพราะผมค่อนข้างจะสนิทกับครอบครัวนี้มาก)